ความหมาย "โยม" และ "สีกา"
โยม
ความหมาย
น. คําที่พระสงฆ์ใช้เรียกบิดามารดาของตนหรือเรียกผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับบิดามารดา เช่น โยมพ่อ โยมแม่ โยมย่า โยมยาย โยมน้า; เป็นคําใช้แทนชื่อบิดามารดาของพระภิกษุสามเณร; เรียกผู้ที่เป็นบิดามารดาของพระว่า โยมพระ; เรียกผู้ที่แสดงตนเป็นผู้อุปการะพระภิกษุสามเณรโดยเจาะจงว่า
โยมอุปัฏฐาก; เรียกฆราวาสที่อยู่ปฏิบัติรับใช้พระภิกษุสามเณรในวัดว่า
โยมวัด; เรียกฆราวาสผู้อุปการะพระทั่ว ๆ ไป ว่า โยมสงฆ์.
อีกนัยหนึ่ง
โยม
คำแปล
น. คำที่พระสงฆ์เรียกบิดามารดาของท่านหรือ เรียกผู้ใหญ่ผู้มีอายุเสมอบิดามารดา.
พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร
การที่พระเรียกฆราวาสว่าโยม กับการที่ฝ่ายฆราวาสเรียกตนเองว่าโยมนี้ ก็ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคของเรา ตามหลักฐานในประวัติศาสตร์ ทั้งพระมหาอุปราชา ทั้งพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่างก็แทนตนเองว่าโยมเมื่อตรัสกะพระสงฆ์องค์เจ้าในสมัยนั้นเช่นกัน
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติคำเหล่านี้ใช้เอง ด้วยนะ
เช่น คำว่า คุณ นี้มาจากภาษาบาลีซึ่งแปลมาจากคำว่า อาวุโส ซึ่งหมายถึงท่านผู้มีอายุ (ซึ่งใช้เรียกผู้ที่มีพรรษาหรืออายุน้อยกว่า)
ฉะนั้น โดยสรุปก่อนว่า พระท่านจะเรียกญาติโยม ๒ อย่างคือ
1. โยม(กับผู้ที่ให้ความเคารพหรือให้เกียรติ์
2. คุณ(เพื่อให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติและแสดงความใกล้ชิดสนิทกัน) ก็ได้
ซึ่ง ตามหลักของพระวินัย พระพุทธองค์ทรงบัญญัติคำเหล่านี้ขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความเป็นพี่เป็นน้องกัน และสำหรับการใช้กับญาติโยม เช่น คำว่า คุณ เป็นต้น ก่อนที่จะเรียกชื่อจริงตามมา เช่น คุณปูเป้ เป็นต้น
ก็ให้ประโยชน์ ๒ ด้าน คือ
๑. ในด้านของพระภิกษุจะได้เตือนตนเองว่า ตนเองเป็นพระนะ จะได้ระมัดระวังการแสดงออก
เพราะบางครั้งการเรียกชื่อโดยตรงเหมือนความเคยชินในอดีตนั้น (โดยไม่มีคุณนำหน้า) ทำให้ลืมตัวได้เหมือนกัน
๒. คือ ใช้สำหรับเตือนญาติโยมคฤหัสถ์ด้วยว่า คุณกำลังสนทนากับพระนะ ไม่ใช่เพื่อนอย่างสมัยก่อนแล้ว (ที่อาจจะลืมตัว มาเล่นศีรษะก็ได้) คำว่า คุณ นี้จึงมีประโยชน์มาก เพื่อแยกความรู้สึกให้เกิดความรู้สึกต่างออกไป
ทำไมพระเรียกผู้หญิงว่า "สีกา"
หากเราสงสัยกันว่า ทำไมพระท่านถึงเรียกผู้หญิงว่าสีกา เป็นสีอื่นไม่ได้เหรอ มีคำตอบให้ว่าเป็นสีอื่นไม่ได้หรอก ต้องเป็นสีกานั่นแหละ เพราะคำนี้ตัดมาจากคำว่า อุบาสิกา ซึ่งเป็นคำที่บรรพชิตเรียกคฤหัสถ์ผู้หญิงที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง คำ อุบาสิกา คงจะยาว เรียกไม่สะดวกปาก จึงถูกตัดเหลือเพียง “สิกา” แล้วกลายเป็น “สีกา” ในที่สุด
เมื่อมีอุบาสิกาแล้วก็ต้องมีอุบาสก ซึ่งหมายถึงชายผู้แสดงตนเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนา เรียกอย่างสั้นว่า “ประสก” อุบาสิกาจึงคู่กับอุบาสก และสีกาก็คู่กับประสก